L4Chibiz

posted on 02 Nov 2009 17:49 by quadrioters  in FanArt

L4Chibiz by Quad Rioters

 

ลูอิส  โซอี่  ฟรานซิส  บิล

 

ฮันเตอร์  วิท์ช  บูมเมอร์  สโมกเกอร์  แท็งค์

 

โค้ช  เอ็วล์ลิส  นิค  โรเช็ลล์

 

จ็อคกี่  สปิตเตอร์  ชาร์จเจอร์

 

All Characters @ Valve

The Farspace Neutralities (TFNs)

posted on 10 Oct 2009 21:43 by quadrioters  in TFNs

 

    นยูทราลิตี้ส์ อำนาจไร้ตัวตน - The Farspace Neutralities (TFNs)

    TFNs เป็นหนึ่งในเนื้อเรื่องรองแห่งเอกภพ TFCs อันกว้างใหญ่ที่ได้ถูกหยิบยกและนำมาพัฒนาในเกมส์ RTS อย่าง Starcraft 1 และกลายเป็น mod ทดลองเล็กๆ ขึ้นมา แล้วด้วยก้าวเล็กๆ นั้นเอง ในอนาคต โครงการสร้าง mod ที่เนื้อเรื่องของ TFNs จะถูกนำมาพัฒนาต่ออีกครั้งในภาคต่อของเกมส์ที่มีผู้คนจำตารอมากที่สุดอย่าง Starcraft 2

    TFNs เป็นเนื้อเรื่องของพลังชนิดหนึ่งในสมัยอดีตกาลสืบเนื่องมาจากผลข้างเคียงจากพลังงานแห่งจักรวาลทั้ง 3 ที่ได้ก่อสร้างและรังสรรค์เอกภพแห่งนี้ด้วยองค์ประกอบต่างๆ เช่นสถานที่ที่ก่อกำเนิดพลังและสถานที่อย่างจักรวาล แต่นั่นก็ได้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมาโดยที่พลังงานแห่งจักรวาลไม่ได้คาดคิดมาก่อน นั่นคือดวงดาว กลุ่มดาวดาราจักร สิ่งมีชีวิตและพลังนยูทราลิตี้ส์ พลังแห่งผลข้างเคียง
    พลังแห่งผลข้างเคียงหลังจากนั้นได้มีบทบาทที่ไร้ตัวตนต่อเผ่าพันธุ์อันหลากหลายตามกาลเวลาที่พาดผ่านล่วงเลยมานานแสนนาน หลากหลายสิ่งมีชีวิตได้เคารพบูชามัน บ้างนำมาใช้ในความเป็นอยู่และความเจริญก้าวหน้าแห่งเผ่าพันธุ์ แต่แล้วในที่สุด สงครามและการดับสูญก็ได้ปิดฉากเรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมดลง แล้วถึงแม้ว่าพลังอันมากมายมหาศาลเหล่านี้จะได้พาดผ่านความเป็นและความตาย การรังสรรค์และการทำลายล้างมาเกือบทั้งหมดตลอดชั่วกาลเวลา แต่พลังแห่งผลข้างเคียงก็ยังคงความลึบลับและ
ปริศนาสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน และแล้ว ในยุคที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองของเผ่าพันธุ์และอารยธรรมก็ได้มาถึงอีกครั้ง มหาอำนาจจำนวนมากได้จับกลุ่มครอบครองอาณาจักรวาลไปเกือบทั่วทุกหนทุกแห่ง เช่นเดียวกับการมาของเหล่าสิ่งมีชีวิตพลังงานแห่งจักรวาล


    ภายในกลุ่มดาวยิ่งยวดอซูร์ เคลียอิร่าร์ สถานที่ที่เต็มไปด้วยสรรพสิ่งมากมายและเผ่าพันธุ์อันหลากหลายดำรงอาศัยอยู่มากว่าหลายศตวรรษ ภายใต้สันติและสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ได้สาบสูญลงและเกือบทั้งหมดที่มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่เหตุการณ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะมาเปรียบเทียบอะไรได้กับเรื่องราวของเผ่าพันธุ์หน้าใหม่อย่างคราลาเกรม เอ็บส์ไซน์และเซคาซัสที่จะมาบรรจบกันและวาดเส้นทางแห่งอนาคตต่อไปให้แก่กลุ่มดาวยิ่งยวดแห่งนี้



    ประวัติศาสตร์

 

            คราลาเกรม

    วิกฤตดับโลก (Black-Out Crisis) - Era 315

    เผ่าพันธุ์คราลาเกรมในอดีตได้ประสบกับปัญหาสภาวะทรัพยากรที่ถดถอยลงในขั้นรุนแรงบนดาวราณูรัศน์ วิกฤตการณ์นี้ได้ส่งผลให้ผู้คนชาวคราลาเกรมล้มตายลงเป็นจำนวนมาก และชาติต่างๆ บนดาวได้ล้มสลายลงอย่างรวดเร็ว เหล่าผู้ที่ยังอยู่รอดต่างได้ดิ้นรนต่อสู้สืบเนื่องต่อมาภายใต้ความหวังอันริบหรี่ แล้วซึ่งในระหว่างที่อารยธรรมอันยาวนานกว่า 5 หมื่นปีกำลังจะถึงกาลสูญสลายลง แต่หลายปีกับการค้นคว้าและการต่อสู้ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ผลักดันให้พวกเธอก้าวต่อไปก่อนที่จะถึงการดับสูญ ในที่สุด ประวัติศาสตร์แห่งยุคอวกาศของเผ่าพันธุ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคราลาเกรมได้เริ่มท่องสู่อาณาจักรแห่งใหม่นอกเหนือจากดวงดาวที่กำลังจะตายลงในไม่ช้า และได้ทำให้คราลาเกรมได้ค้นพบแหล่งทรัพยากรจำนวนมากบนท้องนภาอันมืดมิด แล้วจึงได้มีการเริ่มการนำทรัพยากรกลับมารักษาและฟื้นฟูดาวบ้านเกิดของตน ผู้ที่ยังเหลือรอดอยู่กับโอกาสครั้งใหม่ได้รวมกลุ่มกันกำเนิดเป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวแห่งคราลาเกรม

    ยุคแห่งการฟื้นฟู (Renascence) - Era 356

    ภายหลังจากที่ดาวราณูรัศน์ได้ถูกฟื้นฟูจากวิกฤตขั้นร้ายแรง คราลาเกรมได้เริ่มพัฒนาความเป็นอยู่ในอาณาจักรแห่งอวกาศรอบๆ ดวงดาว แต่ซึ่งด้วยร่างกายทางชีวะภาพที่บอบบางต่อแรงกดดันในอากาศที่ต่างออกไปเพียงน้อยนิด พวกเธอจึงจำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างหนาแน่น เหล่าหุ่นยนต์จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นจำนวนมากภายหลังจากช่วงวิกฤตเพื่อการรับใช้และการเข้าสู่จุดอันตรายของสถานที่ แล้วด้วยเนื่องจากประชากรของคราลาเกรมที่สูญสิ้นไปเป็นจำนวนมากและยังคงมีอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าในช่วงเวลาอีกหลายปีทำให้ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทางรัฐบาลกลางจึงได้เริ่มเสาะหาสิ่งมีชีวิตอื่นที่อาจจะสามารถช่วยเหลือพวกเธอในด้านของแรงงานได้ แล้วเพียงในเวลาไม่ถึง 10 ปี พวกเธอก็ได้พบกับเผ่าพันธุ์
จำนวนหนึ่งนอกดาราจักร บนดวงดาวอันแสนไกล

    ภัยร้ายไร้สถานที่ (Uncharted Danger) - Era 422

    หนึ่งในดวงดาวที่คราลาเกรมได้บุกเบิกท่ามกลางสงคราม ดาวนูลิเกวล์ คราลาเกรมได้พยายามที่จะเข้าข้างพวกใดพวกหนึ่งที่เรียกว่าวอร์นาก เผ่าพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและอุตสาหกรรมที่ได้กำลังผลักดันอาณานิคมของตนออกไป ซึ่งในที่สุด คราลาเกรมก็ได้ช่วยวอร์นากเอาชนะสงครามและขับไล่เผ่าพันธุ์อันชอบธรรมนั้นออกจากการครอบครองดาวดวงนั้น ซึ่งพวกเธอนั้นก็คือเอ็บส์ไซน์นั่นเอง ภายหลังจากนั้น เผ่าพันธุ์คราลาเกรมได้สนับสนุนวอร์นากมาตลอดด้วยทรัพสินต่างๆ นาๆ เผ่าพันธุ์วอร์นากจึงได้ยอมรับใช้และเป็นพันธมิตรกับคราลาเกรมในที่สุด แล้วซึ่งเมื่อคราลาเกรมมีชื่อเสียงไปทั่วระบบรอบๆ กับการตามล่าอาณานิคมและการสนับสนุนชนเผ่าท้องถิ่น เผ่าพันธุ์อื่นๆ ต่างได้ยินยอมกับข้อเสนอต่างๆ ในการเป็นพันธมิตรระหว่างดวงดาว

    สงครามกลางเมือง (Civil Wars) - Era 425

    ในช่วงระหว่างที่หลากหลายเผ่าพันธุ์ได้ยินยอมที่จะเป็นพันธมิตรแก่เผ่าพันธุ์คราลาเกรม แต่ลัทธิน้อยใหญ่ต่างๆ ในเผ่าพันธุ์พวกนั้นได้ก่อสงครามกลางเมืองขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากความไม่พอใจในการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวภายในเผ่าพันธุ์ของตน คราลาเกรมจึงได้รีบจัดหน่วยปราบปรามเข้าระงับเหตุการณ์ความไม่สงบบนหลายๆ ดวงดาวด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาดและปิดปากทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนในฝ่ายตรงข้ามของพันธมิตรตน เพื่อมิให้ชื่อเสียงของเผ่าพันธุ์เสียไปกับสงครามกลางเมืองของเผ่าพันธุ์อื่นๆ

    สนธิสัญญา (Signing the Pact) - Era 426

    ภายหลังจากเรื่องสงครามกลางเมืองที่ได้ถูกปิดเงียบในเวลาอันสั้น คราลาเกรมได้รีบสร้างสนธิสัญญาฉบับหนึ่งขึ้นมายุติความโกลาหลระหว่างเผ่าพันธุ์ไปเกือบทั่วดาราจักรแห่งนั้น และด้วยหลายๆ เผ่าพันธุ์ที่ทำให้มันเป็นที่ยอมรับกันอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย ผลักดันให้ทุกๆ เผ่าพันธุ์ต้องทำตามกฏของสัญญาในครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการ แล้วซึ่งคราลาเกรมก็ได้กลายเป็นประธานของเผ่าพันธุ์ทั้งหมด หนึ่งในกฏที่สำคัญระหว่างกันนั้นคือ 'ผู้ใดที่ก่อสงครามและสร้างความไม่สงบระหว่างดวงดาวจะถือว่าเป็นสิทธิ์ขาดที่จะถูกปลดซึ่งความมีอิสรภาพและจะต้องถูกควบคุม'

    สู่ความเป็นหนึ่งเดียว (The Uniters) Era 438

    ภายหลังจากที่สนธิสัญญาได้ดำเนินการไปเป็นเวลากว่าหลาย 10 ปี คราลาเกรมได้เริ่มเล็งเห็นถึงปัญหาของการแตกกันในพื้นที่และอาณานิคมของตน ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงต่อเผ่าพันธุ์ตนเองและบรรดาพันธมิตร แล้วการที่ตนประสบความสำเร็จมาได้ก็เพราะการรวมกันเป็นหนึ่งมาตั้งแต่เมื่อหลาย 100 ปีก่อน พวกเธอจึงได้ออกตามล่าอาณานิคมออกไปสู่นอกดาราจักรต่างๆ นอกเหนือจากอาณาเขตของเผ่าพันธุ์ที่กว้างใหญ่ขึ้นและมีเผ่าพันธุ์จำนวนมากอาศัยอยู่โดยอ้างอิงถึงการมอบความปลอดภัยให้แก่เผ่าพันธุ์พื้นบ้าน และเพื่อรอวันที่จะรวบรวมทุกๆ เผ่าพันธุ์ในกลุ่มดาวยิ่งยวดให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด


            เอ็บส์ไซน์

    เส้นตายแห่งการสาบสูญ (En-dangered Edge) - Era 298

    เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ในอดีตนั้นได้เคยเป็นเพียงแค่สัตว์ป่าตามธรรมชาติบนดวงดาวที่รกร้างและแตกระแหงนามว่า เนร็ทธาร์ แต่เผ่าพันธุ์ก็ได้ตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งการสาบสูญเมื่อพวกเธอได้ถูกเผ่าพันธุ์รอบข้างตามล่าและสังหารลงไปเป็นจำนวนมาก พวกเธอต่างพากันหลบซ่อนโดยที่ไม่สามารถจะมีโอกาสจู่โจมกลับได้เลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากการที่พลังงานแห่งจักรวาลอย่างพลังงานสร้างเหตุการณ์ได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองก็ได้ปรากฏขึ้นมาแล้วได้ทำการช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ด้วยการพร่ำสอนสิ่งต่างๆ จนเกิดการวิวัฒนาการตามธรรมชาติที่อยู่นอกเหนือตารางเวลาอย่างรวดเร็ว และซึ่งเมื่อเอ็บส์ไซน์ได้เริ่มมีการพัฒนาทางด้านความคิด พลังงานก็ได้กล่าวเน้นถึงความอิสระเสรีแห่งชีวิตที่จะต้องเสาะแสวงหามาด้วยตนเอง และนอกจากนั้น พวกเฆอยังได้กล่าวถึงในเรื่องของพลังประหลาดที่ดำรงอยู่ในจักรวาลแห่งนี้ซึ่งเป็นสิ่งอันตรายและควรที่จะหลีกเลี่ยง ก่อนที่พลังงานเหล่านั้นจะเดินทางจากไป ทิ้งให้เอ็บส์ไซน์สานความฝันอันสิ้นหวังของเผ่าพันธุ์ด้วยตนเองต่อไป

    จลาจล (Riot) - Era 300

    ภายหลังจากที่การกดขี่ข่มเหงได้มาถึงขั้นขีดสุด เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่พัฒนาการเลี้ยงและควบคุมสัตว์อันดุร้ายเช่นเดียวกับเทคโนโลยีกับแผนการขั้นพื้นฐานเข้าจู่โจมเผ่าพันธุ์ศัตรูที่เป็นอันตรายต่อเผ่าพันธุ์ของตนอย่างสายฟ้าแลบจนสามารถรวบยอดและผลักดันเผ่าพันธุ์นั้นสู่ห้วงเหวแห่งการสาบสูญแทน แล้วได้กลายมาเป็นผู้ชนะในเกมส์แห่งการอยู่รอดในที่สุด ทั้งหมดนั้นได้ยุติเรื่องราวแห่งการสาบสูญของเผ่าพันธุ์ที่ได้กำเนิดมาร่วมไม่ถึง 100 ปี แล้วโอกาสใหม่ของเผ่าพันธุ์ก็ได้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น สังคมและอารยธรรมของเอ็บส์ไซน์ได้เติบโตขึ้นอย่างไร้กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติโดยยึดหลักความอิสระเสรีแห่งจลาจลจากพลังงานสร้างเหตุการณ์เป็นที่ตั้งสืบเนื่องตลอดมา

    อุตสาหกรรมธรรมชาติ (Industrial Nature) - Era 359

    แม้ว่าเผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์จะอยู่กับธรรมชาติเป็นส่วนมากราวกับสัตว์ป่า แต่อุตสาหกรรมเบื้องต้นของเผ่าพันธุ์ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คือการปศุสัตว์และเทคโนโลยีเบื้องต้น แล้วด้วยภายในเวลาไม่นาน เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ก็ได้มีการวิวัฒนาการทั้งสัตว์ป่าและตนเองให้ทนต่อแรงดันและสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตทั่วไปได้ แล้วนั่นก็เป็นช่วงแรกที่เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ได้ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นต่อการท่องไปในดินแดนอันไร้ขอบเขต ดาวที่ไร้ซึ่งผู้ครอบครองได้ตกเป็นของเผ่าพันธุ์โดยชอบธรรม ซึ่งเอ็บส์ไซน์ก็ได้ศึกษาระบบนิเวศต่างๆ ตามธรรมชาติอย่างไร้การขัดแย้งต่อสถานที่เพาะเลี้ยงและให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น

    ขุมพลังแห่งความโลภ (Source of Greed) - Era 376

    หลังจากที่การออกเดินทางเสาะแสวงหาความรู้แห่งจักรวาลไปทั่วทั้งระบบและดาราจักร เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ในที่สุดก็ได้ค้นพบกับขุมพลังประหลาดที่รู้จักกันดีในนามว่า 'พลังแห่งผลข้างเคียง' แฝงอยู่บนดวงดาวต่างๆ ที่พวกเธอได้ครอบครอง ซึ่งก็ได้เกิดการชุมนุมของเหล่าหัวหน้าพ่อเผ่าแม่เผ่าระหว่างฝ่ายของเผ่าพันธุ์ ซึ่งการตัดสินใจในเสียงข้างมากก็คือ เอ็บส์ไซน์ได้นำพลังนั้นออกมาจากขุมพลังทั้งหมดที่ค้นพบและกักเก็บเอาไว้ภายในสถานที่ที่หนาแน่นสร้างจากเมือกพิเศษของสัตว์ชนิดหนึ่งที่พวกเธอได้วิจัยและนำมาเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็ยังมีหลายๆ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและเชื่อในคำพูดของพลังงานที่ให้หลีกเลี่ยงพลังเหล่านั้น กับอีกกลุ่มที่เชื่อในคำพูดของพลังงานที่กล่าวไว้ถึงการตัดสินใจอย่างอิสระ พลังแห่งผลข้างเคียงเหล่านั้นจึงได้ถูกวิจัยไปด้วยความล้าช้าและปัญหาเล็กน้อยอื่นๆ

    มือที่สาม (Third Hand) - Era 418

    ไกลออกไปจากดาราจักรบ้านเกิดแห่งเอ็บส์ไซน์ บนดาวนูลิเกวล์ที่ซึ่งเป็นแหล่งพลังแห่งผลข้างเคียงเช่นเดียวกันก็ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งวิจัยที่สำคัญแห่งใหญ่ แต่ในระหว่างการศึกษาที่ทำให้พวกเธอได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับพลังเหล่านั้น เผ่าพันธุ์วอร์นากก็ได้เคลื่อนพลรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตพร้อมกับได้ประกาศสงครามกับเอ็บส์ไซน์โดยไร้ซึ่งการเจรจา หวังที่จะครอบครองดาวดวงนี้แทน กองกำลังเสริมของกองทัพวอร์นากในจำนวนมหาศาลและพลังที่เอ็บส์ไซน์มิอาจจะทอดทิ้งได้ก็ทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 4 ปี แต่แล้วในที่สุด เผ่าพันธุ์คราลาเกรมก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกองทัพวอร์นากในการทำสงคราม จนทำให้เอ็บส์ไซน์ต้องรีบนำข้อมูลความรู้และพลังแห่งผลข้างเคียงทั้งหมดหนีออกจากดาวดวงนั้นไปในระหว่างการศึกษาวิจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเกรงว่าอำนาจใหม่อย่างคราลาเกรมจะเข้ามาแทรกแซงและใช้ประโยชน์จากพลังเหล่านั้นในทางที่เลวร้าย

    การละทิ้งเพื่อสรรพสิ่ง (Left For Life) - Era 427

    แม้ว่าการวิจัยครั้งสำคัญจะยุติลง แต่เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ก็ได้ล่วงรู้ถึงวิธีการนำพลังนั้นมาใช้ในการเพิ่มพูนชีวิตให้แก่ดาวที่รกร้างให้กลายมาเป็นดวงดาวที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัฏจักรแห่งชีวิต ซึ่งนั่นก็ทำให้เอ็บส์ไซน์ได้ตัดสินใจที่จะใช้พลังแห่งผลข้างเคียงกับดวงดาวที่ต้องการการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตเพื่อที่จะกำจัดความเชื่อที่พลังงานได้เคยเตือนเอาไว้และมิให้ผู้ใดได้มารู้จักกับพลังแห่งผลข้างเคียงนั้นอีก แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเกินความสามารถของเผ่าพันธุ์อย่างเอ็บส์ไซน์ที่จะกำจัดพลังเหล่านั้นให้สูญสิ้นไปทั้งหมด

    จุดเดือดแห่งสงครามเย็น (Boiling Point) Era 438

    ในระหว่างการที่จะกำจัดหรือการใช้พลังเหล่านั้นสู่ธรรมชาติในดาราจักรรอบๆ เผ่าพันธุ์เซคาซัสก็ได้ปรากฏออกมาจากประตูแห่งมิติและได้พยายามที่จะกักเก็บและนำพลังแห่งผลข้างเคียงเหล่านั้นไป ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเผ่าพันธุ์คราลาเกรมได้ออกตามล่าอาณานิคมและแผ่ขยายอำนาจออกมาเป็นบริเวณกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้เผ่าพันธุ์เอ็บส์ไซน์ได้เล็งเห็นถึงแผนการของคราลาเกรมที่จะยึดครองดาราจักรและกลุ่มดาวยิ่งยวดแห่งนี้ทั้งหมดมาตั้งแต่เริ่ม เอ็บส์ไซน์จึงได้ทำการส่องสุมกองกำลังของตนมาเป็นเวลากว่าหลายปีและรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมกับการถอนรากถอนโคนเผ่าพันธุ์คราลาเกรมและเผ่าพันธุ์จำนวนมากที่ให้การสนับสนุนด้วยการเออออไปตามๆ กันทิ้งและขจัดผู้ที่ดูเหมือนจะต้องการพลังแห่งผลข้างเคียงอย่างเซคาซัส


            เซคาซัส

    การเนรเทศ (Exile) - Era ---

    เมื่อหลายพันปีก่อน เผ่าพันธุ์เซคาซัสได้เคยเป็นกลุ่มลัทธิใหญ่ๆ ของเผ่าพันธุ์มหาอำนาจลึกลับอย่างโคน่า อโพโซลโดยตรง เป็นลัทธิที่ได้ถูกเรียกว่าลัทธิแห่งการอวสานซึ่งได้ทำการเข้าช่วยเหลือกลุ่มเผ่าพันธุ์ที่ยากไร้ในจำนวนมหาศาล ลัทธิจึงจำเป็นที่จะต้องล่วงรู้ถึงความลับอันเป็นที่ต้องห้ามของเผ่าพันธุ์เพื่อที่จะสนองต่อสิ่งนั้น แต่นั่นก็ทำให้ลัทธิทั้งหมดมีความผิดและได้ถูกเนรเทศออกมาจากอาณาเขตแห่งโคน่า อโพโซลเข้าสู่ห้วงประตูมิติที่ไม่เสถียรและเป็นอันตรายต่อทุกๆ สิ่ง โดยหวังที่จะกำจัดทุกๆ คนที่มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิทั้งหมดนั้นทิ้ง

    ห้วงวงกตแห่งนิรันดร์ (Endless Maze) - Era ---

    ภายในห้วงแห่งประตูมิติที่ไร้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างได้ทำให้การเดินทางอันไร้ที่สิ้นสุดของลัทธิแห่งการอวสานอยู่ด้วยความเป็นและความตาย และด้วยความไม่เสถียรของมิติที่ได้เกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของการใช้เวทมนตร์ของเผ่าพันธุ์โคน่า อโพโซลมาแต่ในอดีตก็ได้ทำให้เส้นทางต่างๆ ได้ถูกทำลายและปิดลงรอบด้าน คร่าชีวิตชาวลัทธิไปทีละคนๆ บนเส้นทางที่มองดูแล้วสิ้นหวังลงในทุกขณะ แต่ซึ่งพวกเธอก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ดังเช่นห้วงมิติที่กำลังจะหยุดพวกเธอเอง ลัทธิแห่งการอวสานได้สร้างหนทางใหม่ในห้วงมิติแห่งนี้ขึ้นมาด้วยความลับแห่งพลังประหลาดที่ลัทธิเคยได้ฝ่าฝืนกฎและล่วงรู้ถึงมันมาแต่ในแต่อดีต ซึ่งพวกเธอก็ได้พยายามที่จะเปิดเส้นทางสู่ห้วงมิติที่ห่างไกลออกไปจากผลกระทบของเวทมนตร์ที่สั่นครอนในห้วงมิติแห่งนี้ และหลายปีที่ผ่านไปกับความยากลำบากก็ได้ส่งผลให้ลัทธิได้พบกับห้วงมิติที่เสถียรไร้ซึ่งการรบกวนจากสิ่งใดทั้งสิ้น และซึ่งเป็นสถานที่แห่งแรกในรอบหลายร้อยปีที่พวกเธอได้เรียกว่ามันว่า บ้าน

    พลังแห่งผลข้างเคียง (The Neutralities) - Era ---

    และแล้วในที่สุด ลัทธิกลุ่มนี้ก็ได้สถาปนาตนเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่เกิดใหม่ในนามว่า เซคาซัส ซึ่งแปลว่าผู้ที่ตายแล้วเกิดใหม่ แต่การเดินทางของพวกเธอก็ยังไม่จบลงเพียงแค่นี้เมื่อร่างกายของเผ่าพันธุ์เซคาซัสยังคงต้องพึ่งพลังเวทมนตร์อย่างแกนกลางหรือผลข้างเคียงในความไม่เสถียรแห่งเผ่าพันธุ์โคน่า อโพโซลอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้น พลังเวทมนตร์ของเผ่าพันธุ์เซคาซัสจะอ่อนแรงลงจนถึงแก่ความตาย ซึ่งเซคาซัสที่จำเป็นจะต้องล้ำออกนอกบริเวณมาก็ได้ทำให้พวกเธอสูญเสียพลังจากภายในร่างกายอย่างช้าๆ จึงจำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาพลังใกล้เคียงเพื่อที่จะประทังชีวิตของเผ่าพันธุ์ต่อไป และแล้วในที่สุด พวกเธอก็ได้มาพบกับแหล่งพลังแห่งผลข้างเคียงจำนวนหนึ่งที่ซึ่งคล้ายกับความลับอันเป็นที่ต้องห้ามแห่งโคน่า อโพโซล ณ จักรวาลอันมืดมิดภายนอกของห้วงมิติ และด้วยการนำทางของมัน เผ่าพันธุ์เซคาซัสจึงได้เริ่มนำพลังเหล่านั้นกลับมาสู่ในห้วงมิติของพวกเธอและพัฒนาพลังอันแกร่งกล้าให้แก่เผ่าพันธุ์เพื่อที่จะเสาะแสวงหาพวกมันต่อไป

    สามเส้นทางแห่งการขัดแย้ง (Tri-conflict) - Era 179

    เวลาที่ได้ผ่านไปกว่าหลายพันปีได้ทำให้เกิดสงครามการแย่งชิงพลังแห่งผลข้างเคียงระหว่างเจ้าบ้านผู้ที่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของมันกับเผ่าพันธุ์เซคาซัสผู้ที่จำเป็นจะต้องเพิ่งพามันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการที่เผ่าพันธุ์เซคาซัสไม่ต้องการที่จะเผยแพร่ความรู้แห่งจักรวาลนี้ให้แก่ผู้ใดอื่นได้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งขึ้นภายในเผ่าพันธุ์ด้วยข้อเสนอที่แตกต่าง บ้างต้องการที่จะกลับเข้าสู่ห้วงมิติที่ไม่เสถียร บ้างต้องการที่จะหลีกเลี่ยงสงคราม บ้างต้องการที่จะขยายอาณาเขตออกไปเพื่อที่จะค้นหาพลังเหล่านั้นได้มากขึ้น จนในที่สุด ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ก็ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันและตัดสินใจที่จะแยกทางกันไปตามความเชื่อต่างๆ โดยที่กลุ่มที่ยังคงอาศัยอยู่ภายในมิตินั้นยังคงความเป็นส่วนใหญ่ของเผ่าพันธุ์แห่งเซคาซัสและดำเนินการการรวบรวมพลังแห่งผลข้างเคียงจากสถานที่แห่งอื่นต่อไป และส่วนน้อยทั้ง 2 ได้จากไปก่อนที่จะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ขึ้นกันเอง

    การเดินทางครั้งใหม่ (Newborn Journey) - Era 438

    ในการสร้างขุมพลังเวทมนตร์อันไร้ที่สิ้นสุด เผ่าพันธุ์เซคาซัสจึงจำเป็นที่จะต้องรวบรวมพลังแห่งผลข้างเคียงเป็นจำนวนที่มากล้นต่อความจำเป็นในการแปรธาตุพลังเหล่านั้นเป็นขุมพลังแหล่งใหม่ด้วยความรู้จากความลับอันเป็นที่ต้องห้ามแห่งโคน่า อโพโซล นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เผ่าพันธุ์เซคาซัสจำเป็นที่จะต้องแข่งกับเวลาและขยายอำนาจออกไปไกลสู่อวกาศและภายในห้วงแห่งมิติรอบๆ จนพวกเธอก็ได้มาพบกับแหล่งพลังจำนวนมหาศาล ณ บริเวณแห่งหนึ่งซึ่งจะสามารถทำให้ขุมพลังเวทมนตร์อันไร้ที่สิ้นสุดนั้นเป็นความจริงได้ แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ชะตาระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้ง 2 อย่างเอ็บส์ไซน์กับเซคาซัสได้มาบรรจบกัน และเอ็บส์ไซน์ก็ได้เล็งเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเซคาซัสได้เป็นผู้ที่รู้ถึงทุกสิ่งเกี่ยวกับพลังเหล่านั้น เซคาซัสจึงจำเป็นที่จะต้องก่อสงครามเย็นระหว่างกันขึ้นอีกครั้ง และเผ่าพันธุ์เซคาซัสก็หวังว่านี่จะเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดครั้งสุดท้ายของพวกเธอ



©2009 ~Quad Rioters (unless Starcraft, Starcraft 2 ~Blizzard)
ห้ามนำเนื้อเรื่องหรือข้อมูลทั้งหมดไปดัดแปลงหรือแก้ไข และห้ามแสดง โพส
ณ ที่อื่นหรือใช้ในทางการค้าโดยมิได้รับอนุญาต

ไรอ็อท (RIOT)

posted on 10 Oct 2009 21:39 by quadrioters  in TFCs

    ไรอ็อท (RIOT) คืออะไร?

    ในเรื่องของ The Farspace Sequences (TFSs) ซึ่งเป็นเรื่องเสริมใน'โลกแห่ง TFCs' คำว่า RIOT คือกลุ่มเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตพลังงานแห่งจักรวาลที่เรียกว่า'พลังงานสร้างเหตุการณ์'หรือ'ซีเคว็นซ์' ที่ซึ่งมีร่างคล้ายคลึงวิญญาณเรืองแสง ประกอบไปด้วยเผ่าพันธุ์เวอร์แค่น (ซ้าย) เผ่าพันธุ์ซูโอล่าร์ (ขวา)
เผ่าพันธุ์คยิคุ (กลางล่าง) กับเผ่าพันธุ์ฟิรีเซ็ล (ไม่มีรูป)

    ไรอ็อทเหล่านี้ที่เคยเป็นหนึ่งใน 3 ของกระแสพลังงานที่สรรค์สร้างเอกภพและอนันตภพบางส่วนตั้งแต่การเริ่มต้นของ กาลเวลาก็ได้ตัดสินใจในการอยู่ร่วมกับผลข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดของ การสรรค์สร้างทั้งหลาย นั่นคือสิ่งมีชีวิตทั่วไปอย่างเราๆ และองค์ประกอบส่วนใหญ่ของจักรวาลที่ดำรงอยู่ พวกเฆอ*จึงได้ปลดปล่อยพลังส่วนหนึ่งออกมาแล้วสิ่งมีชีวิตพลังงานซีเคว็นซ์เหล่า นี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น แต่การปลดปล่อยครั้งใหญ่ก็ได้ส่งพวกเฆอทั้งหมดกระจายออกไปตามจุดต่างๆ ของจักรวาลแห่งหนึ่งที่มีกาแล็คซี่ทางช้างเผือกดำรงอยู่ และในตอนนี้บนโลกมนุษย์ก็ได้มีพลังงานซีเคว็นซ์อยู่ 3 คู่แอบซ่อนอยู่แล้วรอวันที่จะกลับเข้าร่วมกลุ่มกับพลังงานคนอื่นๆ ในอนาคตอันใกล้

    (*เฆอ: ใช้เรียกพวกเผ่าพันธุ์พลังงานแทนคำว่า'เธอ'หรือ'เขา')

    แต่เหตุการณ์ก็ได้มาถึงขั้นวิกฤตเมื่อเผ่าพันธุ์เรร็ทคาเธได้ จู่โจมระบบสุริยะรอบๆ และรวมถึงโลกมนุษย์อย่างแทบที่จะตอบโต้กลับไม่ได้ทั้งทางกำลัง สมองและเทคโนโลยี จนมนุษยชาติทั้งหมดได้ถูกผลักดันสู่ขอบแห่งการสาบสูญ หลังจากนั้นในระหว่างการครอบครองแห่งอำนาจใหม่บนโลกมนุษย์ พลังงานซีเคว็นซ์ทั้ง 6 คนก็ได้ปรากฎตัวขึ้นมาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตบนจุดเดือดของดินแดนแห่งสงคราม หรืออดีตกรุงเทพมหานครเพื่อที่จะต่อต้านอำนาจใหม่จากนอกจักรวาล เผ่าพันธุ์เรร็ทคาเธจึงได้เรียกพลังงานในเหตุการณ์จลาจลเหล่านั้นว่า'ไรอ็อท' ซึ่งก็รวมถึงพลังงาน ณ ที่อื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน และได้กลายเป็นชื่อหลักของกลุ่มพลังงานกลุ่มนี้ในภายหลัง

    ไรอ็อทที่แปลว่าจลาจลในความหมายเชิงปรัชญาคือ ผู้ที่อยู่ด้วยอิสระของสิทธิอย่างเท่าเทียมด้วยเหตุผล อารมณ์และศีลธรรมไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหรือสิ่งใด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันหลากหลาย เต็มไปด้วยการกดขี่ ข่มเหงและบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์หรือความเชื่อที่ขัดกับเหตุผล อารมณ์และศีลธรรม ซึ่งไรอ็อทจะทำทุกอย่างเพื่ออิสระแห่งตนกับผู้ที่ต้องการ

 

©2009 ~Quad Rioters

ห้ามนำเนื้อเรื่องหรือข้อมูลทั้งหมดไปดัดแปลงหรือแก้ไข และห้ามแสดง โพส ณ ที่อื่นหรือใช้ในทางการค้าโดยมิได้รับอนุญาต